สารเคมีในรถยนต์ อันตรายแค่ไหน

กันยายน 11, 2020

ใครๆ ก็รู้ว่าไอเสียของรถบนถนนที่พลุกพล่านนั้นเป็นอันตรายปอดของคุณ ไม่ใช่แค่ควันหรือฝุ่นที่ออกมาจากท่อไอเสียเท่านั้นที่มีอันตรายต่อสุขภาพ แต่ยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่มาจากภายในรถของคุณด้วยและนั่นคือ “กลิ่นรถใหม่”

คุณภาพอากาศภายในรถ (VIAQ) – คุณภาพอากาศภายสำหรับรถยนต์

คุณภาพอากาศภายในรถยนต์กำลังประเด็นที่น่าสนใจและมีการพูดถึงอยู่บ่อยครั้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์ ผู้บริโภค ผู้ให้การสนับสนุนด้านสุขภาพ ผู้ผลิตยานยนต์และแม้แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติ(1) เราใช้เวลาประมาณ 8% ของวันไปกับรถของเราซึ่งมีส่วนสูงถึงถึง 90% ของเวลาที่เราอยู่ในพื้นที่ในร่ม (Indoor) รถยนต์ของเรามีขนาดเล็กและมีพื้นที่จำกัด ซึ่งอาจมีความเข้มข้นของสารมลพิษสูงกว่าพื้นที่ในร่มอื่น ๆ มาก

กำจัดการรวมตัวของสารเคมีออกจากรถยนต์
สิ่งที่ทำให้เกิด “กลิ่นใหม่ของรถ” ที่น่าดึงดูดนั้นคือการรวมตัวของสารเคมีที่ปล่อยออกมาจากชิ้นส่วนและส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในรถ ชิ้นส่วนภายในเหล่านี้ ได้แก่ แผงหน้าปัด, วัสดุปูที่นั่ง, วัสดุปูพื้น, พรม, ขอบประตู, ที่วางแขนและส่วนประกอปอื่น ๆ อีกมากมาย ที่จริงแล้วส่วนประกอบภายในส่วนใหญ่ทำด้วยพลาสติก กาว ผ้าและวัสดุอื่น ๆ ที่สามารถ ปล่อยก๊าซทางเคมีสู่บรรยากาศ (ลักษณะเดียวกับการละเหยของน้ำ แต่เปลี่ยนจากความชื่นนเป็นสารเคมี)

จากการศึกษาจำนวนมากพบว่ารถใหม่มักมีความเข้มข้นของสารเคมีสูง บ่อยครั้งที่นักวิจัยค้นพบสารประกอบอินทรีย์ระเหย (VOCs) ระหว่าง 30 ถึง 250 ชนิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรถที่ทดสอบ และสารเคมีที่ถูกค้นพบเหล่านั้นมีหลายชนิดที่อาจเป็นพิษต่อมนุษย์ ได้แก่ :

เบนซีน | Benzene: จัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 (“สารก่อมะเร็งต่อมนุษย์”) โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งหรือ IARC เบนซีนใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ เช่น พลาสติกและตัวทำละลาย การสัมผัสกับเบนซินมีความเชื่อมโยงกับอัตราการเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเม็ดเลือดที่เพิ่มขึ้น และยังเป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่อสูดดมและการสัมผัสโดยตรง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาจมูกและลำคอ

ฟอร์มาลดีไฮด์ | Formaldehyde (กลุ่มที่ 1): ใช้ในขั้นตอนการผลิตกาวที่ใช้ในแผ่นใยไม้อัดและพาร์ติเคิลบอร์ด นอกจากนี้ยังพบในฉนวนโฟมและใช้ในการเคลือบผิวของสิ่งทอ โดยมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งปอดและมะเร็งหลังโพรงจมูก นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการไอหายใจไม่ออกและเจ็บหน้าอกรวมถึงอาการระคายเคืองตาจมูกและลำคอ

เอทิลเบนซีน | Ethyl benzene (กลุ่ม 2B -“อาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์”): ส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตสไตรีน หากได้รับหรือสัมผัส อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน เช่น ระคายคอ ระคายเคืองตาและผลกระทบทางระบบประสาท เช่น เวียนศีรษะ

อะซีตัลดีไฮด์ | Acetaldehyde (กลุ่ม 2B): ระคายเคืองต่อตาผิวหนังและทางเดินหายใจ หากสัมผัสอย่างใกล้ชิดอาจเกิดผื่นแดง ไอ ปอดบวมและเนื้อเยื้อตาย

สไตรีน | Styrene (กลุ่ม 2B): เกิดจากการผสมระหว่างเบนซินและเอทิลีนที่ใช้ในการผลิตพลาสติกเรซินและยางสังเคราะห์ สไตรีนสามารถทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง เช่นอาการอ่อนเพลียและสมาธิลดลงและความจำระยะสั้นลดลง การได้รับสารสไตรีนอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา ผิวหนัง จมูกและระบบทางเดินหายใจ และอาจทำให้ง่วงนอนหรือหมดสติได้

โทลูอีน | Toluene (กลุ่มที่ 3 – ไม่สามารถจำแนกประเภทได้): สารเติมแต่งที่พบในเชื้อเพลิงรถยนต์ สีเคลือบเงาและกาว และยังใช้ในการผลิตสารเคมีอื่น ๆ สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่าโทลูอีนเป็นสารพิษต่อระบบสืบพันธุ์และยังเกี่ยวข้องกับผลกระทบทางระบบประสาทหลายอย่าง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง พูดไม่ชัด การได้รับโทลูอีนทางผิวหนังอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองและพองได้

ไซลีน | Xylene (กลุ่ม 3): ไซลีนทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายในสีและหมึก นอกจากนี้ยังใช้ในการผลิตพลาสติก หนังและยาง การได้รับไซลีนอาจทำให้ตับและไตถูกทำลายและยังส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะหรือสับสน เมื่อผิวหนังสัมผัสกับไซลีนอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและผิวหนังซีด รวมไปถึงผิวแห้งแตกและพุพองได้

การศึกษาพบว่าประเภทและความเข้มข้นของ VOC ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดูเหมือนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ได้แก่ : (2)

  • วัสดุตกแต่งภายใน
  • อายุรถและอุณหภูมิภายในรถ
  • ระดับการระบายอากาศและความชื้น

วารสาร Indoor and Built Environment ได้ตรวจสอบการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ VOC มากกว่า 90 เรื่องในกว่า 10 ประเทศ การค้นพบที่สำคัญบางประการ ได้แก่ :

  • ความเข้มข้นของการปล่อยเอทานอลในรถยนต์ที่ใช้เบาะหนัง 6 คัน มีค่าสูงกว่า รถยนต์ที่ใช้เบาะผ้า 95 คัน
  • ระดับ VOC ในรถยนต์ในรถยนต์ใหม่ที่มีซันรูฟ มีความเข้มข้นของ VOC เพิ่มขึ้นมากถึง 30% เนื่องจากมีการปล่อยมลพิษจากวัสดุปิดผนึกและกาวรอบ ๆ ซันรูฟ
  • การใช้เบาะผ้าสีดำหรือสีขาวสามารถเพิ่มสารประกอบมากกว่า 30% ภายในรถยนต์
  • มลพิษที่เกิดจากอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนอาจเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิหรือความชื้นในรถที่เพิ่มขึ้น แต่จะลดลงตามอายุรถหรือระยะการเดินทาง
  • ความเข้มข้นของเบนซีนโทลูอีน ไซลีน และเอทิลเบนซีนในรถใหม่สูงกว่ารถรุ่นเก่าถึง 12.89% 103.54% 123.14% และ 104.20% ตามลำดับ
  • ความเข้มข้นของเบนซินในรถยนต์ที่ 29 ° C สูงกว่าที่ 24 ° C ประมาณ 28.8%
  • ความแตกต่างของอุณหภูมิ 6 ° C จาก 29 ° C ถึง 35 ° C อาจทำให้ความเข้มข้นของเบนซีนในห้องโดยสารเพิ่มขึ้น 102% ในอุณภูมิสูงความเข้มข้นของสารจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่าอุณภูมิต่ำ
  • ผู้ขับขี่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจากมลพิษในรถยนต์สูงกว่ากว่าผู้โดยสารเนื่องจากการสัมผัสโดยตรงกับแหล่งที่มาของการปล่อยมลพิษมากกว่า

วิธีป้องกันตัวเองจาก VOC ภายในรถ

  • ทำให้ภายในรถมีการระบายอากาศที่ดี โดยเฉพาะในช่วงหกเดือนแรกของการเป็นเจ้าของ
  • จอดในที่ร่มโดยและแง้มเปิดหน้าทิ้งต่างไว้เล็กน้อย (หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย) หรืออย่างน้อยก็พยายามระบายอากาศก่อนเข้าไปข้างในรถโดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อน
  • หลีกเลี่ยงการนั่งในรถขณะจอด
  • ใช้ม่านบังแสงอาทิตย์เพื่อลดความร้อนสะสมในรถให้น้อยที่สุด
  • เช็ดภายในรถบ่อย ๆ ด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์และน้ำยาทำความสะอาดที่ปลอดสารพิษ
  • ใช้เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ ผู้ผลิตรถยนต์เพียงไม่กี่รายที่ติดตั้งตัวกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องกรองอากาศที่สามารถหยุดก๊าซและสารเคมีได้ ตัวกรองรถยนต์มาตรฐานจะกรองเฉพาะอากาศภายนอกที่เข้ามาในรถของคุณผ่านทางช่องรับอากาศ แต่มลพิษและก๊าซต่าง ๆ สามารถเข้ามาภายในรถได้ตามขอบยาง รอยต่อ ประตูรถหรือหน้าต่างรถที่ถูกเปิดออก ซึ่งมลพิษเหล่านี้ เช่น VOCs และสารเคมีอื่น ๆ จะหมุนเวียนอยู่ในรถ และนั่นคือเหตุผลที่คุณต้องมีเครื่องฟอกอากาศที่กรองอากาศภายในรถของคุณ ซึ่งเครื่องฟอกอากาศ IQAir Atem® Car นั้นถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในตลาด

เกี่ยวกับ IQAir

IQAir เป็นบริษัทสัญชาติสวิสที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการฟอกอากาศ โดยมีจุดมุ่งหมายช่วยให้บุคคล องค์กรและชุมชนสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพอากาศและการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2506 IQAir เป็นผู้นำระดับโลกและดำเนินงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

แชร์บทความ