Covid-19 กับมลพิษในอากาศ สัมพันธ์กันอย่างไร?

มีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการได้รับผลกระทบจากมลพิษในอากาศ ส่งผลให้ไวรัสโคโรนาติดเชื้อได้มากขึ้นและอันตรายยิ่งขึ้น

การศึกษาเรื่องนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายปี

ในปี 2003 นักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้ที่ได้รับมลพิษในอากาศมากจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากไวรัส SARS มากขึ้นถึง 2 เท่า ซึ่งไวรัส SARS นั้นเป็นสายพันธุ์เดียวกันและมีลักษณะคล้ายกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ COVID-19 (ชื่ออย่างเป็นทางการคือ SARS-CoV-2) ถึง 80% ซึ่ง

อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อในพื้นที่ที่มีมลพิษสูงคือ 8.9% เทียบกับ 4.08% ของพื้นที่ที่มลพิษน้อย (1)

ความเชื่อมโยงระหว่าง COVID-19 กับมลพิษในอากาศ

นักวิจัยได้ค้นคว้าให้ลึกขึ้นถึงสาเหตุที่ว่ามลพิษในอากาศอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากเชื้อไวรัส COVID-19และการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่น ๆ ในปี 2020 มีงานวิจัยที่ทำให้กระจ่างขึ้น โดยศึกษาตัวรับเซลล์ 3 ตัวในปอดที่ไวรัสใช้เป็นทางเข้าสู่ปอด ประกอบด้วยเอนไซม์ ACE2 โปรตีน DC-SIGN และ L-SIGN 2 โดยตัวรับเซลล์เหล่านี้ทำหน้าที่รักษาการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ ด้วยการเปลี่ยนกรดอะมิโนและน้ำตาลไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับกระบวนการทำงานที่สำคัญ โดยเอนไซม์ ACE2 ช่วยควบคุมความดันเลือด ส่วนโปรตีน DC-SIGN และ L-SIGN จะช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันต่อโรคต่าง ๆ

เมื่อเปรียบเทียบกับปอดของผู้ที่สูบบุหรี่ก็จะพบว่าตัวรับเซลล์ ACE2 จะอ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งเป็นสาเหตุเดียวกันกับปอดของคนที่สูดดมมลพิษต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยสัมพันธ์กับผลวิจัยจากวารสาร American Medical Association ในปี 2019 ที่ระบุว่า การหายใจรับก๊าซที่เป็นมลพิษและอันตรายต่อร่างกายอย่างโอโซนนั้น ทำให้ปอดได้รับความเสียหายไม่ต่างกับการสูบบุหรี่ 1 ซองใน 1 วัน 3

ถึงอย่างไรนั้น การอยู่ในพื้นที่มลพิษน้อยก็ส่งผลให้ปอดอ่อนแอและมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อรุนแรงหรือเสียชีวิตจากไวรัส COVID-19 ได้เช่นเดียวกัน ยืนยันได้จากงานวิจัยจาก the Harvard T.H. Chan School of Public Health ที่ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษในอากาศกับการรับติดเชื้อไวรัส COVID-19 ว่าเชื่อมโยงกันมากแค่ไหน 4 โดยศึกษาจากการเสียชีวิตจาก COID-19 กับค่าเฉลี่ยของ PM2.5 ในพื้นที่มากกว่า 3,000 เมืองในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็น 98% ของประชากรทั้งประเทศ พบว่า

PM2.5 ทุก 1 ไมโครกรัม ต่อ ลบ.ม. ที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงหรือเสียชีวิต COVID-19 ถึง 8%

นั่นอาจดูเป็นตัวเลขที่น้อย แต่เมื่อพิจารณาจากมุมมองอื่น WHO ระบุว่าค่าเฉลี่ยของมลพิษในอากาศสูงสุดที่ยังปลอดภัยคือ 10 ไมโครกรัม ต่อ ลบ.ม.

ในแต่ละวันระดับมลพิษสามารถเปลี่ยนระดับจาก 1 ไมโครกรัม ต่อ ลบ.ม. ในตอนเช้า ไปเป็น 10 ไมโครกรัม ต่อ ลบ.ม. ได้ในช่วงสายและช่วงเย็น แม้จะยังต่ำกว่าระดับที่ WHO กำหนด แต่โอกาสที่คุณจะติดเชื้อรุนแรงหรือเสียชีวิตด้วย COVID-19 ก็เพิ่มขึ้นถึง 70%

ยังมีผลวิจัยที่น่าสนใจในหลายประเทศ ที่พิสูจน์ว่ามลพิษในอากาศสามารถเชื่อมโยงกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนาได้จริง อาทิ

  • ในประเทศจีน กลุ่มนักวิจัยศึกษาผู้ติดเชื้อ COVID-19 จำนวน 25,000 รายใน 72 เมือง พบว่าการเพิ่มขึ้นของ 5 อย่างมีนัยสำคัญใน 1 วัน ส่งผลให้ในอีก 2 สัปดาห์มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น 5
  • ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อศึกษาข้อมูลจากมากกว่า 355 เมือง พบว่าทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของ PM5 20% สามารถเพิ่มอัตราผู้ติดเชื้อ COVID-19 ได้เกือบถึง 100% 6
  • ในตอนเหนือของอิตาลี ซึ่งเป็นบริเวณที่มีมลพิษสูงที่สดในยุโรป มีอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ COVID-19 สูงถึง 12% ซึ่งมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศถึง 3 เท่า 7

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีงานวิจัยจาก University of Montana ปี 2013 ที่ระบุว่า PM2.5 จากไฟป่า มีผลทำให้ภูมิต้านทานเชื้อไวรัสในร่างกายทำงานหนัก โดยการยับยั้งเซลล์ภูมิต้านทานที่เรียกว่า macrophages ซึ่งเป็นเซลล์ส่วนหน้าที่ควบคุมภาวะติดเชื้อในร่างกาย (8) รวมถึงงานวิจัยจาก BMC Pulmonary Medicine ปี 2014 พบว่ามลพิษที่เข้าสู่ร่างกายทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวสูญเสียความสามารถในการยับยั้งเชื้อไวรัส จนเกิดการสร้างและขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของเชื้อไวรัสในปอด และถูกกำจัดได้ช้าลง จนกระทั่งลุกลามไปถึงอวัยวะสำคัญในร่างกาย (9)

อย่างไรก็ตาม แม้คนสุขภาพดี เมื่อหายใจรับ PM2.5 ที่เข้มข้นมากก็เสี่ยงที่จะติดเชื้อรุนแรงหรือเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ และเมื่อพิจารณาจากคุณภาพอากาศทั่วโลก ชุมชนที่มลพิษในอากาศส่งผลกระทบมาก ก็ยิ่งทำให้ผลกระทบจาก COVID-19 สูงขึ้น 10, 11,12

(1) Cui Y, et al. (2003). Air pollution and case fatality of SARS in the People’s Republic of China: An ecologic study. DOI: 10.1186/1476-069X-2-15
(2) Cai G, et al. (2020). A hint on the COVID-19 risk: Population disparities in gene expression of three receptors of SARS-CoV. DOI: 10.20944/preprints202002.0408.v1
(3) Wang M, et al. (2019). Association between long-term exposure to ambient air pollution and change in quantitatively assessed emphysema and lung function. DOI: 10.1001/jama.2019.10255
(4) Wu X, et al. (2020). Exposure to air pollution and COVID-19 mortality in the United States: A nationwide cross-sectional study. DOI: 10.1101/2020.04.05.20054502
(5) Wang B, et al. (2020). An effect assessment of airborne particulate matter pollution on COVID-19: A multi-city study in China. DOI: 10.1101/2020.04.09.20060137
(6) Andrée BPJ. (2020). Incidence of COVID-19 and connections with air pollution exposure: Evidence from the Netherlands.
(7) Smog in northern Italy. (2005)
(8) Migliaccio CT, et al. (2013). Adverse effects of wood smoke PM2.5 exposure on macrophage functions. DOI: 10.3109/08958378.2012.756086
(9) Esposito S, et al. (2014). Possible molecular mechanisms linking air pollution and asthma in children. DOI: 10.1186/1471-2466-14-31
(10) Hajat A, et al. (2015). Socioeconomic disparities and air pollution exposure: A global review. DOI: 10.1007/s40572-015-0069-5
(11) Air pollution hurts the poorest most. (2019).
(12) Low-income, black neighborhoods still hit hard by air pollution. (2019).

วิธีป้องกันโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืดในโรงเรียนสำหรับเด็ก

คุณพ่อคุณแม่ทราบดีว่าสำหรับลูกของคุณที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืด การจัดการกับสิ่งกระตุ้นที่อยู่ภายนอกบ้านนั้นยากเพียงใด

โดยเฉลี่ยเด็ก ๆ ใช้เวลาที่โรงเรียนกว่า 200 วันต่อปี ห้องเรียนจึงมักเป็นแหล่งสุ่มเสี่ยงต่อมลพิษที่เป็นอันตรายต่อลูก มลพิษเหล่านี้เองเป็นตัวกระตุ้นอาการของโรค หรืออาการแพ้ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

การให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศภายในอาคารของโรงเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กับที่บ้าน ดังนั้นการป้องกันโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดควรเริ่มต้นจากการปรับปรุงคุณภาพอากาศ

การศึกษาโดยสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (EPA) พบว่า ระดับมลพิษภายในห้องเรียนจะสูงกว่าภายนอก 2-5 เท่า โดยในเดือนกันยายนของทุก ๆ ปี (ฤดูใบไม้ร่วง) จะพบผู้ป่วยจำนวนมากโดยเฉพาะเด็ก ๆ เข้ารับการรักษาด้วยโรคหอบหืดมากกว่าเดือนอื่น ๆ

แหล่งที่มาของคุณภาพอากาศที่ไม่ดีภายในอาคารโรงเรียน
  • มลพิษทางอากาศในโรงเรียนมาจากหลายแหล่งที่แตกต่างกันออกไป และขึ้นอยู่กับอายุของอาคารเรียน
  • อาคารเรียนที่สร้างใหม่มักปิดสนิทและมีการระบายอากาศไม่เพียงพอ ทั้งยังเป็นแหล่งสะสมของสารระเหยก่อมะเร็งฟอร์มาลดีไฮด์ที่อยู่ในวัสดุก่อสร้าง สีทาผนัง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ
  • อาคารเรียนเก่า มักมีการปนเปื้อนของสารตะกั่ว แร่ใยหิน เรดอน ไปจนถึงเชื้อราที่เกิดจากหลังคาผุผัง และฝุ่นจากผนังที่ร่อน
  • โรงเรียนหลาย ๆ แห่งมักตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน ติดถนน ทางด่วน ใกล้แหล่งคมนาคมซึ่งมีการสัญจรไปมา ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ทั้งฝุ่นละอองจากยานพาหนะ และสารเคมีจากท่อไอเสียรถที่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของเด็ก
  • แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศอื่น ๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของสารเคมี ยาฆ่าแมลง เป็นต้น (1)
สถานที่ที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงไม่ได้หมายความว่าเด็ก ๆ จะปลอดภัยจากสารก่อภูมิแพ้

จากกรณีศึกษาจำนวนมากพบว่า สารก่อภูมิแพ้จากสัตว์สามารถเกิดขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีสัตว์ การศึกษายังแสดงให้เห็นว่า ระดับสารก่อภูมิแพ้ในโรงเรียนที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงอาจสูงกว่าในบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่แพ้ง่าย มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า เมื่อเด็กจากบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงเดินทางมาโรงเรียน เสื้อผ้าจะเป็นสื่อหลักที่สารก่อภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยงเข้าไปติดและสะสม เส้นผมมนุษย์ก็เช่นกัน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้สามารถเป็นแหล่งเริ่มต้นของการกระจายของสารก่อภูมิแพ้ในโรงเรียนได้ (2)

สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น ในโรงเรียน

ไรฝุ่นเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับเห็บและแมงมุม ไรฝุ่นอาศัยอยู่บนที่นอน เครื่องนอนเฟอร์นิเจอร์หุ้ม พรม และผ้าม่าน มูลของไรเป็นสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งมีผลทำให้เป็นโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืด

จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นมีอยู่ในโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็กหลายแห่ง ซึ่งมีระดับสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นใกล้เคียงหรือต่ำกว่าในบ้าน การปูพรมและเครื่องเรือนหุ้มเบาะ เป็นแหล่งสะสมสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นที่สำคัญ โดยเฉพาะในโรงเรียนและศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่มีอากาศชื้น (3)

สารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบและหนูในโรงเรียน

สารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบและหนู มักพบเจอในโรงเรียนทั้งในเมืองและแถบชนบท การศึกษาเก็บตัวอย่างฝุ่นในห้องเรียนของโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา พบว่า มีระดับสารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบ 71% ของตัวอย่างฝุ่นที่ดูดฝุ่นจากห้องเรียน (4) 

อีกการศึกษาพบสารก่อภูมิแพ้จากหนู 99.5% ของตัวอย่างในโรงเรียน เด็กที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้จากหนูในโรงเรียน จะมีอาการหอบหืดมากขึ้นและประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลง นอกจากนี้ยังพบสารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบและหนูในอากาศ จึงไม่น่าแปลกใจที่สารก่อภูมิแพ้เหล่านี้ถูกปะปนอยู่ในอาหาร (5)

มลพิษทางอากาศที่เกี่ยวข้องกับการจราจร

ในสหรัฐอเมริกามีโรงเรียนของรัฐเกือบ 8,000 แห่ง ที่อยู่ห่างจากทางหลวงเส้นทางรถบรรทุก และถนนหลักที่มีการจราจรหนาแน่น ในระยะไม่เกิน 500 ฟุต (6)

ไอเสียของรถยนต์เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศทางการจราจรที่ใหญ่ที่สุด และยังมีแหล่งอื่น ๆ ได้แก่ ฝุ่นจากการเบรกรถ ยางรถยนต์ และพื้นผิวถนน ฝุ่นละออง อนุภาคขนาดเล็ก ไนโตรเจนออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ รวมถึงสารระเหยก่อมะเร็ง (VOCs) ได้แก่ ฟอร์มาลดีไฮด์ อะซิทัลดีไฮด์ และเบนซิน

คำถามเกี่ยวกับวิธีจัดการคุณภาพอากาศในโรงเรียนสำหรับผู้ปกครอง :
  • ระบบระบายอากาศ HVAC (Heating, Ventilation and Air Conditioning) ได้รับการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมหรือไม่ ?
  • มีการตรวจสอบความชื้นและเชื้อราเป็นประจำหรือไม่ ?
  • มีการเช็ดทำความสะอาดฝุ่นตามเฟอร์นิเจอร์ และบริเวณต่าง ๆ หรือไม่ ?
  • โรงเรียนมีเครื่องฟอกอากาศที่ใช้แผ่นกรอง HEPA หรือไม่ ? มีการเปลี่ยนแผ่นกรองตามอายุการใช้งานหรือไม่?
  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมีส่วนผสมของสารเคมีที่เป็นอันตรายหรือไม่ ?
  • มีการตรวจเช็คระดับสารเคมีและสารระเหย (VOCs) จากวัสดุก่อสร้าง สีทาผนัง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์เป็นประจำหรือไม่ ?
  • อาหารถูกจัดเก็บอย่างสะอาดและปลอดภัยแล้วหรือไม่ ?

วิธีการป้องกันโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืดในโรงเรียนที่ดีที่สุด คือ การให้คุณครูและนักเรียนมีส่วนร่วมในการรับรู้ว่าอะไรมีส่วนทำให้คุณภาพอากาศภายในห้องเรียนดีขึ้นและช่วยกันแก้ไข ทั้งผู้ปกครองยังสามารถแนะนำวิธีการจัดการคุณภาพอากาศในห้องเรียนได้

IQAir เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการคุณภาพอากาศในอาคาร เสริมสร้างสุขภาพที่ดีของลูก ๆ ได้ทั้งที่บ้านและอาคารโรงเรียน

IQAir ระบบฟอกอากาศระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ที่พัฒนามากว่า 50 ปี เครื่องฟอกอากาศคุณภาพสูงระดับ HyperHEPA แผ่นกรองใยแก้วเเท้ ที่ไม่ผ่านการทอและถูกวางทับซ้อนกันหลายชั้น จึงสามารถกรองได้เล็กละเอียดถึง 0.003 ไมครอน ประสิทธิภาพ 99.95%จัดการสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ฝุ่น PM2.5 PM10 สปอร์เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย และสามารถดูดซับเหล่าสารเคมีที่เป็นอันตราย เช่น สารระเหยก่อมะเร็ง VOCs ฟอร์มาลดีไฮด์ ยาฆ่าแมลง สารตะกั่ว สารระเหยจากเชื้อเพลิง ด้วยแผ่นกรอง V5 Cell ที่อัดแน่นไปด้วยถ่านกัมมันต์จากเหมืองและอลูมิน่า

[1] U.S. EPA. (2016)

[2] Salo PM, et al. (2009). DOI: 10.1016/j.jaci.2009.05.012

[3] https://www.iqair.com/newsroom/dust-mite-air-purifier

[4] Chew GL, et al. (2005). DOI: 10.1111/j.1600-0668.2005.00363.x

[5] Zahradnik E, et al. (2017). DOI: 10.3390/vetsci4030038

[6] ACAAI. (2018).

[7] Hopkins JS. (2017).

RSV อันตรายแค่ไหนในเด็ก

ทุกปี ในช่วงปลายฝนต้นหนาว คุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่จะมีไวรัสระบาดหลายชนิด รวมถึง RSV (Respiratory Syncytial Virus) ไวรัสที่ทำให้ติดเชื้อทางเดินหายใจ ซึ่งเด็ก ๆ ยังเป็นวัยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ความระมัดระวังในการป้องกันตัวเองน้อย และอยู่ร่วมกลุ่มกับเด็กด้วยกันมาก จึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยงจะติดเชื้อได้ง่าย ในขณะที่ผู้ใหญ่มีภูมิคุ้มกันมากกว่า ร่างกายแข็งแรงกว่า จึงมีความเสี่ยงน้อย
 
ความเสี่ยงของไวรัส RSV 
เนื่องจากเชื้อไวรัส RSV นั้นยังไม่มียารักษาโดยตรง แพทย์จะสามารถรักษาได้ตามอาการที่เกิดขึ้นเท่านั้น และยังมีโอกาสติดได้อีกแม้จะรักษาหายแล้ว โดยเมื่อเริ่มติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีน้ำมูก ไอ จาม มีไข้ มีเสมหะ คุณพ่อคุณแม่จึงจะสังเกตเห็นได้ช้า หรืออาจคิดว่าเป็นหวัดธรรมดา ซึ่งถ้าไม่ดูแลอย่างใกล้ชิดหรือไม่รีบรักษาให้ทันท่วงที อาการติดเชื้ออาจรุนแรงขึ้นไปถึงขั้นหายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด หลอดลมอักเสบ ปอดบวม ปอดอักเสบ ซึ่งยิ่งเพิ่มระดับความอันตรายต่อสุขภาพลูกได้
 
ที่ต้องระวังยิ่งกว่านั้นคือกลุ่มเด็กที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ คลอดก่อนกำหนด มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ การติดเชื้ออาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงถึงขั้นหัวใจล้มเหลวหรือเสียชีวิตได้
เครื่องฟอกอากาศ สำหรับ SRV ในเด็ก
ความเสี่ยงของการติดเชื้อในเด็ก
ความเสี่ยงที่เด็ก ๆ จะติดเชื้อนั้นมีมากไม่แพ้กับความเสี่ยงของตัวไวรัสเอง เพราะเชื้อ RSV นั้นติดต่อกันได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่ง ตั้งแต่การสัมผัส น้ำลาย น้ำมูล รวมถึงการไอ จาม ที่สารคัดหลั่งเหล่านี้จะกลายเป็นละอองแพร่กระจายอยู่ในอากาศรอบ ๆ ไวรัส RSV นั้นมีขนาดเล็กละเอียดเพียง 0.15 – 0.25 ไมครอนและน้ำหนักเบา จึงสามารถลอยและแพร่กระจายอยู่ในอากาศโดยที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ในพื้นที่ปิดที่อากาศไม่ถ่ายเทอย่างห้องในบ้าน ในอาคาร รวมถึงห้องเรียน จึงอาจมีไวรัสแพร่กระจายอยู่ได้ ดังนั้นนอกจากจะให้เด็ก ๆ ระมัดระวังและป้องกันตัวเองแล้ว เรายังสามารถจัดการไวรัสที่แพร่อยู่ในอากาศด้วยเครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรองไวรัสได้เล็กละเอียดถึง 0.003 ไมครอน และระบบลมในเครื่องต้องมีประสิทธิภาพสูงพอที่จะหมุนเวียนฟอกอากาศทั้งห้องในปริมาณมากได้

เมื่อเราสามารถลดปริมาณไวรัสที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศได้แล้ว โอกาสที่เด็ก ๆ จะรับเชื้อเหล่านั้นเข้าไปก็น้อยลง ความเสี่ยงในการติดเชื้อก็ลดลงได้

การป้องกันและลดความเสี่ยงเมื่อลูกต้องออกไปข้างนอกและไปโรงเรียน

– กำชับให้ใส่หน้ากากอนามัย
– หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
– ใช้ผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม
– ไม่ใช้แก้วน้ำร่วมกัน
– ทำความสะอาดห้องเรียน ของใช้และของเล่นเป็นประจำ ด้วยน้ำยาที่ช่วยฆ่าเชื้อได้และปลอดภัยกับเด็ก
– ลดเชื้อไวรัสที่อาจกระจายอยู่ในอากาศด้วยเครื่องฟอกอากาศระดับ HyperHEPA ที่กรองอนุภาคขนาดเล็กละเอียดไปจนถึงดักจับไวรัสได้

ไวรัสที่มาตามฤดูกาลเป็นสิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้ แต่ยังมีตัวช่วยและวิธีที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ป้องกันและลดความเสี่ยงที่ลูกจะติดเชื้อ RSV ได้นะคะ

รู้จักกับ IQAir HealthPro Series

IQAir HealthPro Series เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงสำหรับที่อยู่อาศัย เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่องค์การโรงพยาบาลฮ่องกงเลือกให้โรงพยาบาลกว่า 150 แห่งในเกาะฮ่องกงใช้ในวิกฤตไวรัส SARS แพร่ระบาดเมื่อปี 2003 
 
สิทธิบัตรที่ IQAir ได้รับนั้นคือแผ่นกรองระดับ HyperHEPA ที่ผลิตจากใยแก้วแท้ (ไม่สังเคราะห์) แตกต่างจากใยแก้วสังเคราะห์ทั่วไปที่มีรูปแบบการเรียงตัวของเส้นใยเหมือนกันทั้งหมดซึ่งจะดักจับอนุภาคที่เคลื่อนที่บางรูปแบบเท่านั้น (อนุภาคแต่ละประเภทมีขนาด ลักษณะ และรูปแบบการเคลื่อนที่ที่ต่างกัน) ในขณะที่ใยแก้วแท้ที่ IQAir HealthPro Series เลือกใช้จะมีเส้นใยที่กระจายตัว จึงสามารถดักจับอนุภาครูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งไวรัส แบคทีเรีย ฝุ่น และอนุภาคใด ๆ ที่ละเอียดถึง 0.003 ไมครอน (เล็กกว่า PM2.5 800 เท่า)
 
ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถันและการผลิตที่ละเอียดรอบคอบ มาตรฐานสูงในสวิตเซอร์แลนด์ IQAir Health Pro Series มีพัดลมประสิทธิภาพสูงที่สามารถหมุนเวียนอากาศได้สูงสุดถึง 470 ลบ.ม. ต่อชั่วโมง ซึ่งหมายถึงการฟอกอากาศห้องเรียนทั้งห้อง ขนาดประมาณ 40 ตร.ม. เพดานสูง 2.6 ม. ได้ประมาณ 4.5 รอบใน 1 ชั่วโมง พร้อมโครงเครื่องที่ได้มาตรฐาน Zero Leakage คือไม่มีอากาศที่ไม่ได้ผ่านแผ่นกรองเล็ดลอดออกมา จึงมั่นใจได้ว่ายิ่งอากาศในห้องได้หมุนเวียนผ่านเครื่องฟอกอากาศ IQAir HealthPro Series มากเท่าไหร่ อากาศก็ยิ่งสะอาดมากขึ้น ไวรัสที่แพร่อยู่ในอากาศก็ยิ่งลดลง

ที่สำคัญ IQAir HealthPro Series ทุกเครื่องที่ผลิตจะมีใบ Certificate รับรองประสิทธิภาพการทำงานจริง ที่วัดจริงทุกเครื่อง ว่าสามารถกรองอากาศได้ที่อย่างน้อย 99.97% และยังสามารถรักษาประสิทธิภาพการทำงานให้อยู่ในระดับที่ดีได้ระหว่างช่วงอายุการใช้งานของแผ่นกรอง ในขณะที่เครื่องฟอกอากาศทั่วไปอาจมีประสิทธิภาพในการกรองลดลงในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน

รู้จักกับ IQAir HealthPro Series

– เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูง
– ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์
– ดักจับไวรัสที่แพร่ในอากาศ รวมถึงไวรัส RSV ที่มีประสิทธิภาพการกรองเล็กละเอียดถึง 0.003 ไมครอน ด้วยแผ่นกรองสิทธิบัตรระดับ HyperHEPA ที่ได้รับมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดจากยุโรป (EN1822) Class H12/H13
– ประสิทธิภาพการกรองอย่างน้อย 99.97% ที่ 0.3 ไมครอน ได้รับ Certificate ที่วัดจริงทุกเครื่องที่จำหน่าย
– นวัตกรรมพัดลมที่นิ่ง เงียบ แต่สามารถฟอกอากาศได้สูงสุดถึง 470 ลบ.ม. ต่อชั่วโมง
– การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายง่าย ดูแลรักษาง่าย
– นับอายุฟิลเตอร์ตามการใช้งานจริง

ดอกไม้สำหรับผู้แพ้เกสรดอกไม้ และ MCS

ดอกไม้สามารถทำให้ผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรงหรือโรคหอบหืดรวมถึงผู้ที่มีความไวต่อสารเคมีหลายชนิด (MCS) ป่วยได้. ดอกไม้นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความหมายต่างๆ เช่น ความช่วงใย ความรัก ความสำเร็จ ดอกไม้ก็มีข้อเสียที่ร้ายแรงสองประการสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้โรคหอบหืดหรือ MCS นั่นคือละอองเกสรและกลิ่นหอม

โรคภูมิแพ้: ปัญหาที่เกิดจากละอองเกสรดอกไม้
สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืด ละอองเกสรดอกไม้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ ละอองเกสร(เรณู)เป็นสารชนิดแป้งที่พืชผลิตขึ้นเพื่อนำเซลล์สืบพันธุ์ไปยังพืชชนิดอื่น หรือในหลาย ๆ กรณีไปยังส่วนอื่น ๆ ของพืชชนิดเดียวกัน ละอองเกสรกระจายตัวในอากาศได้ง่ายเนื่องจากมีขนาดเล็ก ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 6 ไมครอนถึง 100 ไมครอน เมื่อสูดดมเข้าไปในจมูกและลำคอ ละอองเกสรสามารถทำให้เกิดอาการภูมิแพ้และหอบหืดได้

ตัวเลือกดอกไม้สำหรับผู้แพ้เกสรดอกไม้ อย่างไหนดี อย่างไหนควรหลีกเลี่ยง?
เมื่อเลือกดอกไม้ที่จะมอบให้กับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดให้หลีกเลี่ยงดอกไม้ที่มีละอองเกสรในอากาศจำนวนมาก หรือเลือกดอกไม้ที่กลีบดอกปิดปกคลุมเกสรหรือไม่มีเกสรโผล่ออกมาภายนอก:

ตัวเลือกที่ดีกว่า (เกสรน้อย)
บีโกเนีย | Begonias
เจอเรเนียม | Geraniums
ลิลลี่ | Lilies
กุหลาบ | Roses
ดอกทิวลิป | Tulips

ตัวเลือกที่ไม่ดี (เกสรมาก)
ดอกเดซี่ | Daisies
เบญจมาศ | เบญจมาศ
ดอกทานตะวัน | ดอกทานตะวัน
ดอกยิปโซ (ชนิดเดียวกัน) | Baby’s Breath
ดอกคาโมไมล์ | Chamomile

ผู้ที่มีความไวต่อสารเคมีหลายชนิด MCS: ปัญหาที่เกิดจากน้ำหอม
สำหรับผู้ป่วย MCS แม้แต่ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ก็สามารถกระตุ้นปฏิกิริยาสำหรับผู้ป่วย MCS ได้ กลิ่นไม่พึงประสงค์เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ ดังนั้นช่อดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมน่าจะทำให้ผู้ที่มีความไวต่อสารเคมีหลายชนิดควรหลีกเลี่ยง

แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะยังคงถกเถียงกันว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อน้ำหอม แต่ก็มีความเห็นตรงกันว่า บุคคลบางคนมีการตอบสนองต่อน้ำหอมในระดับที่ต่ำกว่าคนอื่น ๆ คำอธิบายที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งคือจำนวนประสาทรับกลิ่นในจมูกนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เป็นผลให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ สำหรับคน ๆ หนึ่ง อาจเป็นกลิ่นที่แรงสำหรับอีกคนหนึ่งได้

ตัวเลือกดอกไม้สำหรับผู้ที่มีความไวต่อสารเคมีหลายชนิด MCS
ตัวเลือกที่ดีกว่า (กลิ่นหอมน้อย)
ทิวลิป | Tulips
รักเร่ | Dahlias
ดอกทานตะวัน | Sunflowers
ชบา | Hibiscus
พันธุ์กุหลาบที่มีกลิ่นหอมน้อย| Least fragrant Rose varieties (such as Cherry Parfait)

ตัวเลือกที่ไม่ดี (กลิ่นหอมมาก)
ดอกมะลิ | Jasmine
การ์ดิเนีย | Gardenias
ซ่อนกลิ่น | Tuberose
พันธุ์กุหลาบที่มีกลิ่นหอมมาก | Highly fragrant Rose varieties (such as Amoretto)

การเลือกดอกไม้ที่เหมาะสมกับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้และ MCS อย่างรอบคอบจะช่วยเพิ่มโอกาสในการมอบของขวัญที่ถูกใจและน่าจดจำให้กับใครสักคน ยิ่งไปกว่านั้นผู้รับของขวัญของคุณจะใช้เวลายิ้มมากขึ้นและมีจามน้อยลงอันเป็นผลมาจากความรอบคอบและการเลือกอย่างรอบคอบของคุณ

หากคุณเป็นโรคภูมิแพ้ หรือ MCS คุณสามารถเพลิดเพลินกับดอกไม้ในบ้านของคุณในขณะที่ปกป้องตัวเองจากผลกระทบด้านลบ คุณอาจสนใจเครื่องฟอกอากาศสำหรับโรคภูมิแพ้ HealthPro 250 ซึ่งเป็นเครื่องฟอกอากาศอันดับ 1 สำหรับโรคหอบหืดและโรคภูมิแพ้ หากคุณประสบปัญหาเกี่ยวกับกลิ่นและสารเคมี คุณอาจสนใจเครื่องฟอกอากาศสำหรับผู้ที่มีความไวต่อสารเคมีหลายชนิด รุ่น GC MultiGas ซึ่งเป็นเครื่องฟอกอากาศอันดับ 1 สำหรับผู้ป่วย MCS

อาการแพ้สัตว์เลี้ยง 6 เรื่องที่คุณเชื่อแบบผิด ๆ

เจ้าของสัตว์เลี้ยงมากถึง 10% มีอาการแพ้สัตว์เลี้ยง และจะมีอาการ คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล และอาการแพ้อื่น ๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่สัมผัสกับสัตว์เลี้ยงในบ้าน

หากคุณเข้าใจว่าสัตว์เลี้ยงทำให้เกิดอาการแพ้ได้อย่างไร และขั้นตอนใดบ้างที่สามารถช่วยปกป้องคุณได้ ด้านล่างนี้คือความเข้าใจผิด 6 เรื่องที่พบบ่อย ๆ เกี่ยวกับอาการแพ้สัตว์เลี้ยง เมื่อรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้คุณสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงได้อย่างไร้กังวล

ความเชื่อ # 1: มีเพียงขนของสัตว์เลี้ยง(โดยเฉพาะขนแมว)ที่กระตุ้นอาการแพ้

ไม่จริง. ขนของสัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งที่สร้างความรำคาญและก่อให้เกิดอาการแพ้เนื่องจากมีน้ำลายหรือโปรตีนจากสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ อาการแพ้สัตว์เลี้ยงจริง ๆ แล้วเกิดจากโปรตีนของสัตว์เลี้ยงที่มีอยู่ในสะเก็ดผิวหนังขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น น้ำลายและปัสสาวะ สิ่งขับถ่ายของสัตว์เลี้ยง ระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานไวกว่าปกติของผู้เป็นโรคภูมิแพ้จะโจมตีสารที่ไม่เป็นอันตรายเหล่านี้ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ

สัตว์ที่มีขนมากกว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นพาหะของสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ เช่น สะเก็ดผิวหนังสัตว์(รังแค)และฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถติดไปกับขนสัตว์เลี้ยง ตามข้อมูลของ American Lung Association (ALA) หากคุณมีสัตว์เลี้ยงคุณไม่เพียงแต่ต้องจัดการกับขนของสัตว์เลี้ยงอย่างระมัดระวังเท่านั้น แต่คุณยังต้องทำความสะอาดฝุ่นในบ้านอย่างระมัดระวังอีกด้วยเพราะอนุภาคเหล่านี้สามารถกระตุ้นภูมิแพ้ให้กำเริบได้

ความเชื่อ # 2: การสัมผัสกับสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ในที่สุดร่างกายจะปรับตัวทำให้คุณไม่เกิดอาการแพ้
ไม่จริงทั้งหมด หากคุณได้รับการยืนยันแล้วว่ามีอาการแพ้สัตว์เลี้ยง ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็อาการแพ้มักจะไม่ดีขึ้นหากสัมผัสหรือได้รับสารกระตุ้นเพิ่มเติม ในความเป็นจริงอาจแย่ลง นั่นเป็นไปตามที่สมาคมภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิกและโรคภูมิแพ้แห่งออสตราเลเชียนระบุไว้

อย่างไรก็ตามมีการศึกษาที่ยืนยันว่าการสัมผัสกับแมวสุนัขและสัตว์อื่น ๆ ในวัยเด็กอาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ในภายหลังได้ ในการศึกษาเด็ก 8,000 คน นักวิจัยพบว่าเด็ก ๆ ที่สัมผัสกับแมวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อายุหนึ่งขวบมีโอกาสน้อยกว่าคนอื่น ๆ ถึง 67% ที่จะเป็นโรคภูมิแพ้

ความเชื่อ # 3: หากคุณเลี้ยงสุนัข / แมว / ฯลฯ บางสายพันธุ์ คุณจะไม่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้
ไม่จริง แมวหรือสุนัขทุกสายพันธุ์สร้างสะเก็ดผิวหนังซึ่งเป็นสาเหตุของภูมิแพ้ อย่างไรก็ตามเชื่อกันว่าสุนัขบางสายพันธุ์จะเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ โดยทั่วไปแล้วสายพันธุ์ที่ดีที่สุดคือสายพันธุ์ที่ผลัดขนน้อยที่สุดและ / หรืออาบน้ำบ่อยที่สุด นอกจากนี้สุนัขขนาดเล็กยังผลิตน้ำลายได้น้อยกว่าสุนัขตัวใหญ่ American Kennel Club แนะนำสายพันธุ์ที่มีสะเก็ดผิวหนังน้อยที่สุดสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น สายพันธุ์ พุดเดิ้ล เทอร์เรียชเนาเซอร์ บีชงฟรีเซ และอื่น ๆ

ความเชื่อ # 4: สัตว์ตัวเล็กไม่ใช่ปัญหาสำหรับโรคภูมิแพ้
ไม่ถูกต้อง หนูแฮมสเตอร์ หนูตะเภา นก และสัตว์เลือดอุ่นอื่น ๆ ที่เลี้ยงลูกด้วยนมสามารถทำให้เกิดโรคหอบหืดและโรคภูมิแพ้ในผู้ที่มีอาการแพ้สัตว์ได้ตามรายงานของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา นกยังเป็นปัญหารุนแรงสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้เนื่องจากนกปล่อยสะเก็ดผิวหนังในอากาศผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำความสะอาดขน การกระพือปีกและบิน หากคุณแพ้สัตว์แต่ยังต้องการสัตว์เลี้ยงให้พิจารณาสัตว์ที่ไม่มีสะเก็ดผิวหนัง เช่น ปลา เต่าหรือสัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ

ความเชื่อ # 5: เมื่อคุณอยู่นอกบ้านคุณไม่ควรมีปัญหาการแพ้สัตว์เลี้ยง
ไม่จำเป็น เนื่องจากขนาดที่เล็กมากจนไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าเห็นและรูปร่างที่ขรุขระทำให้สารก่อภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยงเกาะติดเสื้อผ้าและผ้าอื่น ๆ ได้ง่าย และติดไปยังสถานที่อื่น ๆ สะเก็ดผิวหนังของสัตว์ – ในระดับที่เพียงพอที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ซึ่งสามารถพบได้ในสถานที่สาธารณะหลายแห่ง เช่น ที่ทำงาน ห้องเรียนและโรงพยาบาล ผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรงอาจต้องหลีกเลี่ยงบ้านของครอบครัวและเพื่อน ๆ ที่มีสัตว์เลี้ยงประเภทที่ระคายเคืองต่ออาการแพ้

ความเชื่อที่ # 6: เครื่องฟอกอากาศคุณภาพต่ำจะช่วยเรื่องการแพ้สัตว์เลี้ยง
เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงเท่านั้นที่ช่วยได้ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้บางคนรายงานว่าเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กคุณภาพต่ำสร้างความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลย อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หลายคนรายงานว่าเครื่องฟอกอากาศ IQAir ของพวกเขาร่วมกับวิธีการทำความสะอาดภายในบ้านอื่น ๆ ช่วยลดหรือกำจัดอาการแพ้ของสัตว์เลี้ยงในบ้านได้ทั้งหมด

พื้นไม้ลามิเนตในบ้านของคุณอาจสร้างสารพิษ

เร็ว ๆ นี้ สำนักข่าวชั้นนำเปิดเผยว่าพื้นไม้ลามิเนตที่ผลิตจากประเทศจีนอาจมีสารฟอร์มาลดีไฮด์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งในระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ จากการสุ่มตรวจพบว่าพื้นลามิเนตที่ถูกตรวจสอบปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์ในระดับมากกว่า 13 เท่าของขีดจำกัดมาตรฐานสูงสุดถึงแม้จะถูกระบุว่าเป็นไปตามมาตราฐานอุตสาหกรรม รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบการอ้างสิทธิ์ดังกล่าวและเจ้าของบ้านที่ติดตั้งพื้นที่น่าสงสัยกำลังเรียกร้องให้ผู้ขายพื้นไม้ลามิเนตต้องสงสัยถอดและเปลี่ยนใหม่ ทั่วสหรัฐอเมริกามีบ้านหลายแสนหลังติดตั้งพื้นที่ปนเปื้อนแล้วตามรายงาน

ฟอร์มาลดีไฮด์คืออะไร?
ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งพบได้ในพืชผลไม้ผักและแม้แต่สัตว์และมนุษย์ ฟอร์มาลดีไฮด์มีอยู่ตามธรรมชาติในอากาศภายในและภายนอกอาคารที่ระดับต่ำมาก ฟอร์มาลดีไฮด์สังเคราะห์ถูกผลิตขึ้นเป็นสารเคมีที่ใช้เป็นกาวในตู้และพื้นรวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

หลังจากสิ้นสุดกระบวณการการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีฟอร์มาลดีไฮด์ยังคงปล่อยก๊าซที่ไม่มีสี (แต่ไม่มีกลิ่น) ออกสู่อากาศ กระบวนการนี้เรียกว่า “off-gassing” – การปลดปล่อยก๊าซที่ละลายหรือดูดซึมอยู่ในวัสดุบางชนิดออกสู่อากาศโดยรอบ ปกติแล้วกระบวนการการปลอยแก๊สไม่ใช่ปัญหาเมื่อผลิตภัณฑ์ถูกใช้งานกลางแจ้ง อย่างไรก็ตามหากมีการใช้ภายในบ้านก๊าซที่ปล่อยออกมาอาจก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว กระบวนการปล่อยก๊าซนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 22 องศาเซลเซียสและหรือระดับความชื้นเพิ่มขึ้นสูงกว่า 50% แม้ว่าระดับการปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่การปล่อยก๊าซนอกระบบที่มีนัยสำคัญอาจดำเนินต่อไปเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี

ความกังวลในระยะสั้นและระยะยาว
อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการสัมผัสกับฟอร์มาลดีไฮด์รวมถึงผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว:

ระยะสั้น: เมื่อมีฟอร์มาลดีไฮด์ในอากาศที่ระดับเกิน 0.1 ส่วนต่อล้าน (PPM) บางคนมีอาการทางระบบทางเดินหายใจรวมทั้งรู้สึกแสบตาจมูกและลำคอ อาการอื่น ๆ ได้แก่ ไอหายใจไม่ออกคลื่นไส้และระคายเคืองผิวหนัง

ระยะยาว: สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (EPA) ได้ระบุว่าฟอร์มาลดีไฮด์เป็น “สารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์”

วิธีทดสอบฟอร์มาลดีไฮด์
จ้างผู้เชี่ยวชาญ: ผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศภายในอาคารสามารถสุ่มตัวอย่างสารฟอร์มัลดีไฮด์โดยใช้เครื่องมือทดสอบที่ผู้บริโภคทั่วไปไม่สามารถหาได้และยังช่วยแปลผลได้อีกด้วย องค์กรด้านสุขภาพและความปลอดภัยในเมืองที่คุณพักอาศัยอยู่อาจมีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาต
ใช้ชุดทดสอบสำหรับผู้บริโภค: ชุดอุปกรณ์บางชุดมีไว้สำหรับการทดสอบเท่านั้นในขณะที่ชุดอื่น ๆ มีส่วนประกอบการวิเคราะห์ที่ช่วยให้คุณกำหนดผลลัพธ์ได้โดยไม่ต้องส่งตัวอย่างออกไปที่ห้องปฏิบัติการ ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของชุดทดสอบและวิเคราะห์สำหรับผู้บริโภคแตกต่างกันไป

วิธีลดระดับฟอร์มัลดีไฮด์
หากฟอร์มัลดีไฮด์จากพื้นของคุณ (หรือแหล่งอื่น ๆ ภายในบ้าน) ทำให้คุณป่วยคุณควรพิจารณาเปลี่ยนพื้น (หรือแหล่งอื่น ๆ ) วิธีนี้นี้สามารถลดระดับฟอร์มาลดีไฮด์ได้โดยตรง

การระบายอากาศที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดระดับฟอร์มัลดีไฮด์ที่สะสมอยู่ วิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มการระบายอากาศคือการเปิดประตูหน้าต่างและใช้พัดลมดูดอากาศ หรือเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีเคมีเพื่อดูดซับสารฟอร์มัลดีไฮด์โดยเฉพาะ

วิธีลดการสัมผัสกับฟอร์มาลดีไฮด์

  • ตั้งผลิตภัณฑ์ทิ้งไว้เพื่อให้ระบายก๊าซ เมื่อซื้อและติดตั้งพื้นใหม่ (หรือผลิตภัณฑ์ไม้คอมโพสิตอื่น ๆ ) ปล่อยให้ผลิตภัณฑ์ระบายก๊าซออกในโรงรถหรือพื้นที่ที่มีหลังคาอื่น ๆ สักสองสามวัน วิธีนี้จะช่วยให้ฟอร์มาลดีไฮด์และสารมลพิษอื่น ๆ ระบายก๊าซก่อนที่จะนำผลิตภัณฑ์เข้ามาในตัวบ้านหรืออาคาร
  • ระบายอากาศ. การติดตั้งระบบระบายอากาศที่เหมาะสมจะช่วยเร่งการระบายแก๊ส เปิดหน้าต่างหรือใช้ระบบระบายอากาศส่วนกลาง(ถ้ามี)และใช้พัดลมดูดอากาศให้มากที่สุด
  • ใช้เครื่องฟอกอากาศ พิจารณาใช้เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงที่มีถ่านกัมมันต์คุณภาพสูง ซึ่งจะกรองฟอร์มาลดีไฮด์จากอากาศภายในอาคารก่อนที่จะสูดดม อย่างไรก็ตามการใช้เครื่องฟอกอากาศมีแนวโน้มที่จะไม่ช่วยลดฟอร์มาลดีไฮด์ได้หากไม่ได้นำแหล่งที่มาออก

อย่าลืมว่านอกจากพื้นไม้ลามิเนตและตู้เก็บของแล้ว ยังพบฟอร์มาลดีไฮด์ในพรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ รอบบ้าน วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวเองและบ้านของคุณจากก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ที่มากจนเกิดอันตรายต่อสุขภาพคือการรับรู้ปริมาณรก๊าซที่สะสมและลดหรือกำจัดแหล่งที่มาและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในบ้านของคุณ

สารเคมีในรถยนต์ อันตรายแค่ไหน

ใครๆ ก็รู้ว่าไอเสียของรถบนถนนที่พลุกพล่านนั้นเป็นอันตรายปอดของคุณ ไม่ใช่แค่ควันหรือฝุ่นที่ออกมาจากท่อไอเสียเท่านั้นที่มีอันตรายต่อสุขภาพ แต่ยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่มาจากภายในรถของคุณด้วยและนั่นคือ “กลิ่นรถใหม่”

คุณภาพอากาศภายในรถ (VIAQ) – คุณภาพอากาศภายสำหรับรถยนต์

คุณภาพอากาศภายในรถยนต์กำลังประเด็นที่น่าสนใจและมีการพูดถึงอยู่บ่อยครั้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์ ผู้บริโภค ผู้ให้การสนับสนุนด้านสุขภาพ ผู้ผลิตยานยนต์และแม้แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติ(1) เราใช้เวลาประมาณ 8% ของวันไปกับรถของเราซึ่งมีส่วนสูงถึงถึง 90% ของเวลาที่เราอยู่ในพื้นที่ในร่ม (Indoor) รถยนต์ของเรามีขนาดเล็กและมีพื้นที่จำกัด ซึ่งอาจมีความเข้มข้นของสารมลพิษสูงกว่าพื้นที่ในร่มอื่น ๆ มาก

กำจัดการรวมตัวของสารเคมีออกจากรถยนต์
สิ่งที่ทำให้เกิด “กลิ่นใหม่ของรถ” ที่น่าดึงดูดนั้นคือการรวมตัวของสารเคมีที่ปล่อยออกมาจากชิ้นส่วนและส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในรถ ชิ้นส่วนภายในเหล่านี้ ได้แก่ แผงหน้าปัด, วัสดุปูที่นั่ง, วัสดุปูพื้น, พรม, ขอบประตู, ที่วางแขนและส่วนประกอปอื่น ๆ อีกมากมาย ที่จริงแล้วส่วนประกอบภายในส่วนใหญ่ทำด้วยพลาสติก กาว ผ้าและวัสดุอื่น ๆ ที่สามารถ ปล่อยก๊าซทางเคมีสู่บรรยากาศ (ลักษณะเดียวกับการละเหยของน้ำ แต่เปลี่ยนจากความชื่นนเป็นสารเคมี)

จากการศึกษาจำนวนมากพบว่ารถใหม่มักมีความเข้มข้นของสารเคมีสูง บ่อยครั้งที่นักวิจัยค้นพบสารประกอบอินทรีย์ระเหย (VOCs) ระหว่าง 30 ถึง 250 ชนิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรถที่ทดสอบ และสารเคมีที่ถูกค้นพบเหล่านั้นมีหลายชนิดที่อาจเป็นพิษต่อมนุษย์ ได้แก่ :

เบนซีน | Benzene: จัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 (“สารก่อมะเร็งต่อมนุษย์”) โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งหรือ IARC เบนซีนใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ เช่น พลาสติกและตัวทำละลาย การสัมผัสกับเบนซินมีความเชื่อมโยงกับอัตราการเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเม็ดเลือดที่เพิ่มขึ้น และยังเป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่อสูดดมและการสัมผัสโดยตรง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาจมูกและลำคอ

ฟอร์มาลดีไฮด์ | Formaldehyde (กลุ่มที่ 1): ใช้ในขั้นตอนการผลิตกาวที่ใช้ในแผ่นใยไม้อัดและพาร์ติเคิลบอร์ด นอกจากนี้ยังพบในฉนวนโฟมและใช้ในการเคลือบผิวของสิ่งทอ โดยมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งปอดและมะเร็งหลังโพรงจมูก นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการไอหายใจไม่ออกและเจ็บหน้าอกรวมถึงอาการระคายเคืองตาจมูกและลำคอ

เอทิลเบนซีน | Ethyl benzene (กลุ่ม 2B -“อาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์”): ส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตสไตรีน หากได้รับหรือสัมผัส อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน เช่น ระคายคอ ระคายเคืองตาและผลกระทบทางระบบประสาท เช่น เวียนศีรษะ

อะซีตัลดีไฮด์ | Acetaldehyde (กลุ่ม 2B): ระคายเคืองต่อตาผิวหนังและทางเดินหายใจ หากสัมผัสอย่างใกล้ชิดอาจเกิดผื่นแดง ไอ ปอดบวมและเนื้อเยื้อตาย

สไตรีน | Styrene (กลุ่ม 2B): เกิดจากการผสมระหว่างเบนซินและเอทิลีนที่ใช้ในการผลิตพลาสติกเรซินและยางสังเคราะห์ สไตรีนสามารถทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง เช่นอาการอ่อนเพลียและสมาธิลดลงและความจำระยะสั้นลดลง การได้รับสารสไตรีนอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา ผิวหนัง จมูกและระบบทางเดินหายใจ และอาจทำให้ง่วงนอนหรือหมดสติได้

โทลูอีน | Toluene (กลุ่มที่ 3 – ไม่สามารถจำแนกประเภทได้): สารเติมแต่งที่พบในเชื้อเพลิงรถยนต์ สีเคลือบเงาและกาว และยังใช้ในการผลิตสารเคมีอื่น ๆ สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่าโทลูอีนเป็นสารพิษต่อระบบสืบพันธุ์และยังเกี่ยวข้องกับผลกระทบทางระบบประสาทหลายอย่าง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง พูดไม่ชัด การได้รับโทลูอีนทางผิวหนังอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองและพองได้

ไซลีน | Xylene (กลุ่ม 3): ไซลีนทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายในสีและหมึก นอกจากนี้ยังใช้ในการผลิตพลาสติก หนังและยาง การได้รับไซลีนอาจทำให้ตับและไตถูกทำลายและยังส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะหรือสับสน เมื่อผิวหนังสัมผัสกับไซลีนอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและผิวหนังซีด รวมไปถึงผิวแห้งแตกและพุพองได้

การศึกษาพบว่าประเภทและความเข้มข้นของ VOC ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดูเหมือนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ได้แก่ : (2)

  • วัสดุตกแต่งภายใน
  • อายุรถและอุณหภูมิภายในรถ
  • ระดับการระบายอากาศและความชื้น

วารสาร Indoor and Built Environment ได้ตรวจสอบการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ VOC มากกว่า 90 เรื่องในกว่า 10 ประเทศ การค้นพบที่สำคัญบางประการ ได้แก่ :

  • ความเข้มข้นของการปล่อยเอทานอลในรถยนต์ที่ใช้เบาะหนัง 6 คัน มีค่าสูงกว่า รถยนต์ที่ใช้เบาะผ้า 95 คัน
  • ระดับ VOC ในรถยนต์ในรถยนต์ใหม่ที่มีซันรูฟ มีความเข้มข้นของ VOC เพิ่มขึ้นมากถึง 30% เนื่องจากมีการปล่อยมลพิษจากวัสดุปิดผนึกและกาวรอบ ๆ ซันรูฟ
  • การใช้เบาะผ้าสีดำหรือสีขาวสามารถเพิ่มสารประกอบมากกว่า 30% ภายในรถยนต์
  • มลพิษที่เกิดจากอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนอาจเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิหรือความชื้นในรถที่เพิ่มขึ้น แต่จะลดลงตามอายุรถหรือระยะการเดินทาง
  • ความเข้มข้นของเบนซีนโทลูอีน ไซลีน และเอทิลเบนซีนในรถใหม่สูงกว่ารถรุ่นเก่าถึง 12.89% 103.54% 123.14% และ 104.20% ตามลำดับ
  • ความเข้มข้นของเบนซินในรถยนต์ที่ 29 ° C สูงกว่าที่ 24 ° C ประมาณ 28.8%
  • ความแตกต่างของอุณหภูมิ 6 ° C จาก 29 ° C ถึง 35 ° C อาจทำให้ความเข้มข้นของเบนซีนในห้องโดยสารเพิ่มขึ้น 102% ในอุณภูมิสูงความเข้มข้นของสารจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่าอุณภูมิต่ำ
  • ผู้ขับขี่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจากมลพิษในรถยนต์สูงกว่ากว่าผู้โดยสารเนื่องจากการสัมผัสโดยตรงกับแหล่งที่มาของการปล่อยมลพิษมากกว่า

วิธีป้องกันตัวเองจาก VOC ภายในรถ

  • ทำให้ภายในรถมีการระบายอากาศที่ดี โดยเฉพาะในช่วงหกเดือนแรกของการเป็นเจ้าของ
  • จอดในที่ร่มโดยและแง้มเปิดหน้าทิ้งต่างไว้เล็กน้อย (หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย) หรืออย่างน้อยก็พยายามระบายอากาศก่อนเข้าไปข้างในรถโดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อน
  • หลีกเลี่ยงการนั่งในรถขณะจอด
  • ใช้ม่านบังแสงอาทิตย์เพื่อลดความร้อนสะสมในรถให้น้อยที่สุด
  • เช็ดภายในรถบ่อย ๆ ด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์และน้ำยาทำความสะอาดที่ปลอดสารพิษ
  • ใช้เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ ผู้ผลิตรถยนต์เพียงไม่กี่รายที่ติดตั้งตัวกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องกรองอากาศที่สามารถหยุดก๊าซและสารเคมีได้ ตัวกรองรถยนต์มาตรฐานจะกรองเฉพาะอากาศภายนอกที่เข้ามาในรถของคุณผ่านทางช่องรับอากาศ แต่มลพิษและก๊าซต่าง ๆ สามารถเข้ามาภายในรถได้ตามขอบยาง รอยต่อ ประตูรถหรือหน้าต่างรถที่ถูกเปิดออก ซึ่งมลพิษเหล่านี้ เช่น VOCs และสารเคมีอื่น ๆ จะหมุนเวียนอยู่ในรถ และนั่นคือเหตุผลที่คุณต้องมีเครื่องฟอกอากาศที่กรองอากาศภายในรถของคุณ ซึ่งเครื่องฟอกอากาศ IQAir Atem® Car นั้นถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในตลาด

รายงาน: ประชากรทั่วโลกกว่า 90% กำลังหายใจรับมลพิษในอากาศที่เป็นอันตราย

IQAir ได้รวบรวมข้อมูลและจัดทำ World Air Quality Report 2019  (รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศโลก พ.ศ. 2562) รายงานคุณภาพอากาศฉบับที่ 2 ของโลก โดยจัดอันดับเมืองต่าง ๆ จากทั่วโลกที่มีค่าเฉลี่ยมลพิษมากที่สุด ซึ่งเผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของมลพิษทางอากาศ (PM2.5) ในช่วงปีที่ผ่านมา

ข้อมูลล่าสุดที่รวบรวมโดย IQAir ซึ่งเผยแพร่ในรายงานคุณภาพอากาศและการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดโลกประจำปี 2019 เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของมลพิษฝุ่นละออง (PM2.5) ทั่วโลกในช่วงปี 2019

ชุดข้อมูลใหม่นี้ทำให้เห็นระดับมลพิษทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น พายุทราย ไฟป่า การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร และมลพิษที่ได้รับจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วในภูมิภาคต่างๆเช่นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะเดียวกันมีการพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการตรวจสอบคุณภาพอากาศทั่วโลก อย่างไรก็ตามยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ในการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศทั่วโลก

“ในขณะที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังเป็นกระแสข่าวทั่วโลก แต่ฆาตกรเงียบก็มีส่วนทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบ 7 ล้านคนต่อปีและนั่นคือมลพิษทางอากาศ” Frank Hammes CEO ของ IQAir กล่าว ด้วยการรวบรวมและแสดงข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศหลายพันแห่งในปี 2019 ได้ให้บริบทใหม่เกี่ยวกับภัยร้ายที่กำลังคุกคามสุขภาพสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

ข้อค้นพบที่สำคัญจากรายงาน ได้แก่ :

  • ประเทศจีน: ปี 2019 จีนมีระดับ PM5 ลดลงเฉลี่ย 9% ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2018 ก็ลดลงเช่นกันเฉลี่ยอยู่ที่ 12% อย่างไรก็ตามกว่า 98% ของเมืองต่าง ๆ ยังคงมีค่ามลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานของ WHO (US AQI) และเกินมาตรฐานของจีน (CN AQI) ถึง 53% แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เมืองปักกิ่งกลับมีระดับ PM2.5 ประจำปี ลดลงกว่า 50% และหลุดจากการจัดอันดับ 200 เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก
  • ประเทศเกาหลีใต้: ระดับคุณภาพอากาศในเมืองสำคัญยังค่อนข้างนิ่งและน่าเป็นห่วงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยปี 2019 เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีค่าเฉลี่ยมลพิษ 5 มากที่สุดในบรรดาประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 36 ประเทศ
  • ประเทศอินเดีย: ค่าเฉลี่ยมลพิษทางอากาศ  ในอินเดียยังคงเกินมาตรฐานของ WHO ถึง 500% แต่เมื่อเทียบปี 2018 และ 2019 มลพิษทางอากาศของประเทศลดลงถึง 20% ซึ่ง 98% ของเมืองต่าง ๆ ในอินเดียเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
  • ทวีปเอเชียใต้: ประเทศอินเดียและปากีสถาน ยังคงครองตำแหน่งเมืองที่มีมลพิษ 5 มากที่สุดในโลกในปี 2019 โดย 21 เมืองในอินเดีย และ 5 เมืองในปากีสถานนั้น ติดอันดับ 30 เมืองแรกที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก
  • ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของภูมิภาค ทำให้เมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม มีค่ามลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานแซงเมืองปักกิ่ง ประเทศจีน เป็นครั้งแรก
  • ปัญหาไฟป่าและการเผาพื้นที่เกษตรในที่โล่ง ส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพอากาศในเมืองต่าง ๆ ของประเทศทั่วโลก ได้แก่ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย บราซิล กัวลาลัมเปอร์ เชียงใหม่ และเมืองลอสแองเจลิส
  • การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่กลายเป็นทะเลทรายและพายุทรายมีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพอากาศที่ไม่ดีในตะวันออกกลางและจีนตะวันตก
  • ประชากรจำนวนมากทั่วโลกยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลมลพิษทางอากาศแบบเรียลไทม์โดยเฉพาะในแอฟริกาและตะวันออกกลาง หน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่เพิ่มขึ้นกำลังติดตั้งเซ็นเซอร์คุณภาพอากาศราคาประหยัดเพื่อเติมช่องว่างของข้อมูลที่มีอยู่ ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่องทำให้ข้อมูลคุณภาพอากาศที่เป็นสาธารณะมีให้บริการเป็นครั้งแรกใน แองโกลา บาฮามาส กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก อียิปต์ กานา ลัตเวีย ไนจีเรียและซีเรีย

ข้อมูลคุณภาพอากาศปี 2019 แสดงข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศของมนุษย์ผ่านจำนวนและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของไฟป่าและพายุทราย

การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่นถ่านหิน ในหลาย ๆ ภูมิภาค มีความเชื่อมโยงกับ ปริมาณมลพิษ PM2.5 และก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

มลพิษทางอากาศจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวคุณอีกต่อไป คุณจึงต้องใส่ใจติดตามข่าวสารคุณภาพอากาศเพื่อการวางแผนในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน

ดาวน์โหลด: World Air Quality Report 2018 TH

ดาวน์โหลด: World Air Quality Report 2019 EN

IQAir AirVisual – Air Quality Forcast
แอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบ Real Time ที่จะอำนวยความสะดวกในการอัพเดทข้อมูลคุณภาพอากาศจากตำแหน่ง GPS ที่อยู่ปัจจุบันของคุณ ทั้งยังสามารถเรียกดูข้อมูลคุณภาพอากาศในทุกพื้นที่ได้ทั่วโลก พร้อมชุดข้อมูลการพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 7 วันที่เชื่อถือได้

IQAir AirVisual
IQAir AirVisual Pro

IQAir AirVisual Pro เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศคุณภาพสูง

รายงานข้อมูลมลพิษทางอากาศภายในอาคาร วัดค่าฝุ่นละออง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อุณภูมิ เเละความชื้นได้อย่างแม่นยำด้วยเซ็นเซอร์ที่ทำงานควบคู่กับสมองกล AI พร้อมระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะให้คำแนะนำ เมื่อตรวจพบว่าคุณภาพอาคารในอาคารแย่ เพื่อให้คุณสามารถปรับคุณภาพอากาศได้ทันที พร้อมเชื่อมต่อ Wi-fi ออนไลน์ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน IQAir AirVisual – Air Quality Forecast ที่ผู้คนนับล้านทั่วโลกดาวน์โหลดใช้

สุขภาพดี เริ่มจากอากาศที่สะอาด

สุขภาพดี เริ่มจากอากาศที่สะอาด

กรกฎาคม 10, 2020

9 ใน 10 ของคนทั่วโลกกำลังหายใจรับมลพิษเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 7 ล้านคนต่อปี*

IQAir จึงมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีอากาศสะอาดจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ยาวนานมาตั้งแต่ปี 1963 เพื่อช่วยให้บุคคล องค์กร และชุมชนได้รับอากาศที่สะอาดผ่านข้อมูล การร่วมมือกัน และการใช้เทคโนโลยีการแก้ไขปัญหา จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นแบรนด์ชั้นนำของโลกในด้านการฟอกอากาศสะอาดประสิทธิภาพสูง ในที่พักอาศัย อุตสาหกรรมและทางการแพทย์  ซึ่งในปัจจุบันเครื่องฟอกอากาศ IQAir ถูกเลือกใช้อย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลกว่า 130 แห่งทั่วโลก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, อังกฤษ, สเปน, อิตาลี, กาตาร์, สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ทั้งยังได้วิจัย คิดค้น และทดสอบจากโรงพยาบาลรัฐ และศูนย์สุขภาพกว่า 150 แห่งทั่วฮ่องกง เพื่อนำไปใช้ในการยับยั้ง “โรคซาร์ส” หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงจนสำเร็จ

 

IQAir เครื่องฟอกอากาศและวัดคุณภาพอากาศระดับโลก ที่จะมาเปลี่ยนวิธีกรองฝุ่นและการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพอย่างแท้จริง

เกี่ยวกับ IQAir

IQAir เป็นบริษัทสัญชาติสวิสที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการฟอกอากาศ โดยมีจุดมุ่งหมายช่วยให้บุคคล องค์กรและชุมชนสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพอากาศและการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2506 IQAir เป็นผู้นำระดับโลกและดำเนินงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

แชร์บทความ

สินค้าแนะนำในบทความ

HealthPro 250

เครื่องฟอกอากาศอันดับ 1 สำหรับผู้ป่วยโรคภูแพ้และหอบหืด เทคโนโลยีแผ่นกรอง HyperHEPA หยุดยั้งแม้แต่อนุภาคที่เล็กที่สุด

IQAir HP250 - Rear view- Air purifier